แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมความรู้ภาษาเกาหลี한국어 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมความรู้ภาษาเกาหลี한국어 แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

คำช่วยแสดงประธานและ

วางไว้หลังคำนามเพื่อแสดงให้เห็นว่าคำนามนั้นทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
วิธีการเติม

1. วาง 이 ไว้หน้าคำนามที่ลงท้ายด้วยตัวสะกด (จำไว้ว่า เวลามีตัวสะกดต้องเติม 이 จะได้โยงเสียงขึ้นไป)เช่น 가방 + 이 --> 가방이 예뻐요. (คาบางี เยปอโย) กระเป๋าสวย
2. วาง가 ไว้หน้าคำนามที่ลงท้ายด้วยสระ เช่น 오빠 + 가 --> 오빠가 전화해요. ( โอปากา ชอนฮวาแฮโย) พี่ชายโทรศัพท์

วางไว้หลังคำนามเพื่อแสดงให้เห็นว่าคำนามนั้นทำหน้าที่กรรมในประโยค
ใช้ร่วมกับคำกริยาที่ต้องการกรรมมาเติมเต็ม (สกรรมกริยา) เช่น กิน (กินอะไร?) ซื้อ (ซื้ออะไร?) รัก (รักใคร?) เป็นต้นวิธีการเติมวาง
을 ไว้หลังคำนามที่ลงท้ายด้วยตัวสะกด เช่น 가방 + 을 --> 재중이 가방을 있어요. (แจจุงอี คาบางึล อิดซอโย) แจจุงมีกระเป๋าวาง
를 ไว้หลังคำนามที่ลงท้ายด้วยสระ เช่น เช่น 사과 + 를 --> 재중이 사과를 먹어요. (แจจุงอี ชากวารึล มอกอโย) แจจุงกินแอปเปิ้ล

ข้อมูลจากเว็บDek-d

ตัวเลขเกาหลี

แบบเกาหลีแท้ (Pure Korean)
0 = 공 (คง)
1 = 하나 (ฮานา)
2 = 둘 (ดุล)
3 = 셋 (เซส)
4 = 넸 (เนส)
5 = 다섯 (ดาสอส)
6 = 여섯 (ยอสอส)
7 = 일곱 (อิลกบ)
8 = 여덟 (ยอตอล)
9 = 아홉 (อาฮบ)
10 = 열 (ยอล)
11 = 열 하나(ยอล ฮานา)
12 = 열 둘(ยอล ดุล)
13 = 열셋(ยอล เซส)
20 = 스물 (ซือมุล)
30 = 서른 (ซอรึน)
40 = 마흔 (มาฮึน)
50 = 쉰 (ชิน)
60 = 예순 (เยซุน)
70 = 일흔 (อิลฮึน)
80 = 여든 (ยอดึน)
90 = 아흔 (อาฮึน)
100 = 백 (เบก)
1,000 = 천 (ชอน)
10,000 = 만 (มัน)
100,000 = 십만 (ชิบมัน)
1,000,000 = 백만 (เบกมัน)
10,000,000 = 천만 (ชอนมัน)
100,000,000 = 억 (ออก)

คำยืมจากภาษาจีน (Sino-Korean)
0 = 영 (ยอง)
1 = 일 (อิล)
2 = 이 (อี)
3 = 삼 (ซัม)
4 = 사 (ซา)
5 = 오 (โอ)
6 = 육 (ยุก)
7 = 칠 (ชิล)
8 = 팔 (พัล)
9 = 구 (คู)
10 = 십 (ชิบ)
11 = 십일 (ชิบิล)
12 = 십이 (ชิบี)
13 = 십삼 (ชิบซัม)
20 = 이십 (อีชิบ)
30 = 삼십 (ซัมชิบ)
40 = 사십 (ซาชิบ)
50 = 오십 (โอชิบ)
60 = 육십 (ยุกชิบ)
70 = 칠십 (ชิลชิบ)
80 = 팔십 (พัลชิบ)
90 = 구십 (คูชิบ)
100 = 백 (เบก)
1,000 = 천 (ชอน)
10,000 = 만 (มัน)
100,000 = 십만 (ชิบมัน)
1,000,000 = 백만 (เบกมัน)
10,000,000 = 천만 (ชอนมัน)
100,000,000 = 억 (ออก)
1,000,000,000 = 십억 (ชีบอก)
10,000,000,000 = 백억 (แพกอก)
100,000,000,000 = 천억 (ชอนอก)
1,000,000,000,000 = 조 (โช)
ส่วนเลขอื่นๆ ก็เอามาผสมกับแบบเลขไทย เช่น 26 ก็เป็น 이십육 เป็นต้น

ข้อมูลจากเว็บDek-d

การโยงเสียงตัวสะกด

มีอยู่ 3 แบบ

คือ1. เมื่อตัวสะกดเดี่ยวตามด้วยพยัญชนะต้นอีอึง ㅇเมื่ออ่าน จะโยงตัวสะกดขึ้นไปแทนที่อีอึงเช่น 한국어 ต้องโยงตัวคีหยอก ที่อยู่ตรงกุ ขึ้นไปตรงอีอึง จึงอ่านได้เป็น ฮันกุกอ ไม่ใช่ ฮัก-กุก-ออ นะ**ตัวสะกดที่โยงขึ้นไปแทนที่อีอึงนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยัญชนะของพยางค์ถัดไป เช่น ㅅเวลาเป็นตัวสะกดจะออกเสียงเป็น ด แต่โยงขึ้นเป้นต้องเป็น ช เช่น ก้ต้องออกเสียงว่า 웃슴 อุด ซึม

**2.เมื่อตัวสะกดประสมตามหลังด้วยพยัญชนะต้นอีอึง ㅇเมื่ออ่านให้โยงตัวสะกดตัวที่ 2 ขึ้นไปแทนที่อีอึงเช่น 값이 โยงชีโอสขึ้นไปแทนอีอึง เป็น 갑시 อ่านได้ว่า คับชี

**ไม่ต้องสนใจว่าตัวสะกดทั้งสองจะอยู่แม่อะไร แค่โยงขึ้นไปแล้วตัวสะกดที่สองก็จะเป็นพยัญชนะแรกของพยางค์ต่อไป เช่นเดียวกับข้อ 1**3. เมื่อตัวสะกดฮี่อึฮ ㅎตามหลังด้วยพยัญชนะต้นอีอึง ㅇเมื่ออ่านออกเสียงให้ตัดเสียงฮี่อึฮทิ้งเช่น 좋아 อ่านว่า โซอา (แปลว่า ชอบ)แต่ถ้าเป็นตัวสะกดประสมที่มีฮี่อึดอยู่ตัวที่สอง เช่น 싫어요 ก็ตัดฮี่อึดทิ้ง แล้วโยงรึอึลที่เหลืออยู่ขึ้นไป อ่านได้ว่า ชีรอโยทั้งหมดนี้ คือการอ่านออกเสียงนะ ส่วนการเขียนจะยังคงเดิม

ข้อมูลจากเว็บDek-d

การออกเสียงตัวสะกด

แม่กก ㄱㅋㄲㄳㄺ
แม่กน ㄴㄵㄶ
แม่กด ㄷㅅㅈㅊㅌㅎㅆ
แม่กล ㄹㄽ ㄾ ㅀ ㄼ
แม่กม ㅁㄻ
แม่กบ ㅂ ㅍ ㅄ ㄿ ㄼ
แม่กง ㅇ

*ตัวสะกดจะวางอยู่ล่างสุดของคำ โดยเริ่มเขียนจากพยัญชนะ สระ และตัวสะกดตามลำดับ*

ข้อมูลจากเว็บDek-d

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

สระของเกาหลี

สระพื้นฐาน 10 ตัว
ㅏ อา
ㅑ ยา
ㅓ ออ
ㅕ ยอ
ㅗ โอ
ㅛ โย
ㅜ อู
ㅠ ยู
ㅡ อือ
ㅣ อี

สระประสมหรือสระควบ 11 ตัว
ㅐแอ (มาจาก ㅏ+ㅣ)
ㅒ แย (มาจาก ㅑ+ㅣ)
ㅔ เอ (มาจาก ㅓ+ㅣ)
ㅖ เย (มาจาก ㅕ+ㅣ)
ㅘ วา
ㅙ แว
ㅝ วอ (มาจาก ㅜ +ㅓ)
ㅞ เว (มาจาก ㅜ+ㅔ)
ㅚ เว
ㅟ วี (มาจาก ㅜ+ㅣ)
ㅢ อึย,อี,เอ (มาจาก ㅡ +ㅣ)

วิธีการวางสระสระที่เป็นแนวตั้ง ได้แก่ ㅏ ㅑ ㅓㅕㅣรวมถึงสระประสมด้วย จะวางไว้ทางขวามือของพยัญชนะส่วนสระแนวนอน ได้แก่ ㅗ ㅛ ㅜ ㅠ ㅡ จะวางไว้ด้านล่างของพยัญชนะ
1. โรงพยาบาล 병원
2. กระต่าย 토끼
3. ร้านขายของชำ 가게
4. คุณพ่อ 아버지
5. คุณแม่ 어머니

เฉลย
1.พยอง วอน
2. โท กิ
3. คา เก
4. อา บอจี
5. ออ มอ นี

ขอมูลจากเว็บDek-d

พยัญชนะของเกาหลี

พยัญชนะพื้นฐาน 14 ตัว

ㄱ คีหยอก เสียง ค,ก
ㄴ นีอึน เสียง น
ㄷ ทีกึด เสียง ท,ด
ㄹ รีอึล เสียง ร,ล
ㅁ มีอึม เสียง ม
ㅂ พีอึบ เสียง พ,บ
ㅅ ชีโอส เสียง ซ (หรือ ช ถ้าประสมกับสระอี หรือควบ ว)
ㅇ อีอึง เสียง อ (ออกเสียงตามพยัญชนะ)
ㅈ ชีอึจ เสียง ช,จ
ㅊ ชี่อึช เสียง ช เสียงหนัก
ㅋ คี่อึค เสียง ค เสียงหนัก
ㅌ ที่อึท เสียง ท เสียงหนัก
ㅍ พี่อึพ เสียง พ เสียงหนัก
ㅎ ฮี่อึฮ เสียง ฮ

พยัญชนะซ้อน 5 ตัว
ㄲ ซังกียอก มาจาก ㄱ+ㄱเสียง ก เสียงหนัก
ㄸ ซังทีกึด มาจาก ㄷ+ㄷเสียง ต
ㅃ ซังพีอึบ มาจาก ㅂ+ㅂเสียง ป
ㅆ ซังชีโอส มาจาก ㅅ+ㅅเสียง ซ (หรือ ช) เสียงหนัก
ㅉ ซังชี่อึจ มาจาก ㅈ+ㅈเสียง จ เสียงหนัก

**ㄱㄷㄹㅂㅅㅈ ถ้าอยู่เป็นพยัยชนะตัวแรกของคำ ก็จะออกเสียงเป็น ค ท ร พ ซ ช ตามลำดับแต่ถ้าเป็นพยัญชนะตัวถัดไป ก็จะออกเสียงเป็นตัวหนังสือสีม่วง เช่น 가가 ก้ต้องออกเสียงว่า คากา ไม่ใช่ คาคา

ข้อมูลจากเว็บDek-d

แป้น Keydoard ภาษาเกาหลี

การที่จะจำรูปแบบแป้น keyboard เกาหลี เพื่อจะพิมพ์สัมผัสได้ ไม่ใช่เรื่องยาก
เนื่องจากแป้นภาษาเกาหลี แยกระหว่าง พยัญชนะ และ สระ
ซึ่ง พยัญชนะทั้งหมด จะอยู่ด้าน ซ้าย
สระเกือบทั้งหมด จะอยู่ด้าน ขวา

แตกต่างกับภาษาไทยกับภาษาอังกฤษอย่างเห็นได้ชัดเลย
Keyboard Layout ของภาษาเกาหลีนั้นมีอยู่3 ประเภทคือ (เหมือนกับของไทยที่มี เกษมณี กับ ปัตตโชติ นั่นแหละ
1. แบบ 2 벌식 (แบบที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน)
2. แบบ 3 벌식 (แบบที่ใช้กับพิมพ์ดีด)
3. แบบ 3 벌식 390

ความแตกต่างก็คือ รูปแบบ 2벌식 สามารถรู้ได้ว่าตัวอักษรต่อไป จะเป็นพยัญชนะหรือเป็นตัวสะกดนั่นเอง
ส่วน 3벌식 นี้จะแยกแป้นพยัญชนะและตัวสะกดออกจากกัน ทำให้ตัวอักษร 1 ตัว ต้องจำทั้งพยัญชนะและตัวสะกด เนื่องจากอยู่คนละที่กัน


รูปแบบ 2벌식

หลักง่ายๆ ในการจำแป้นภาษาเกาหลี (2벌식)
/ ตัวอักษร /
- ตัวอักษรทุกตัวใช้มือซ้ายกด
- ตัวเสียงหนัก (ตัวซังทั้งหมด) ทั้งหมดจะอยู่แถวบน ใช้บ่อยทุกตัวครับ ตัวที่ใช้บ่อยสุดคือ ㄱ กับ ㅅ,ㅆ
- ตัวพื้นฐาน ㅁ ㄴ ㅇ ㄹ ㅎ จะอยู่แถวกลาง (ใช้บ่อยทุกตัว)
- ตัวอื่นๆ จะอยู่แถวล่าง

/ สระ /
- สระทุกตัวใช้มือขวากด (ยกเว้น ㅠ ใช้มือซ้าย)
- ตัวขีดแนวนอน (จำพวก ㅡ) จะอยู่ด้านหน้า ส่วนขีดแนวตั้ง จะอยู่ด้านหลัง
- เสียง "ย" มีเพียง 2 แถวคือ แถวบน และแถวล่าง
- ㅠ,ㅜ,ㅡ พวกมีขีดด้านล่าง ก็จะอยู่แถวล่าง
- 3 ตัวนี้จะใช้บ่อยที่สุด
ตัว ㅓ นิ้วชี้..
ตัวㅏ นิ้วกลาง
ตัวㅣ น้วนาง (ระวังตัว ㅣ พิมพ์ผิดเป็น ㅏ บ่อย พยายามามจำว่ากำลังกดตัว L (l) ในภาษาอังกฤษอยู่)

ข้อมูลจากเว็บZiP ㅡ Zippher

ประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลี...\^0^/

ดินแดนคาบสมุทรเกาหลีเป็นดินแดนที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยาวนาน เริ่มแต่เป็นดินแดนของผู้คนหลากเผ่าพันธุ์ จนกระทั่งรวมตัวขึ้นเป็นอาณาจักรเล็กๆ ต่อมาถูกจีนยึดครอง เมื่อได้เอกราชจากจีน คาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยสามอาณาจักสำคัญก่อนจะรวมตัวกันเป็นอาณาจักรเดียวปกครองด้วยราชวงศ์ 2 ราชวงศ์ จนถูกญี่ปุ่นยึดครองเป็นอาณานิคมจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามมาด้วยสงครามเกาหลีที่ทำให้ต้องแบ่งเป็น 2 ประเทศในปัจจุบันคือเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ มีความพยายามที่จะรวมประเทศทั้งสองแต่ยังไม่สำเร็จ
ยุคเผ่า
ในยุคแรกดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ เผ่าแรกที่ปรากฏคือเผ่าโชซอนโบราณ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือ เรืองอำนาจในช่วงพ.ศ. 143 – 243 ส่วนเผ่าอื่นได้แก่เผ่าพูยอ อยู่บริเวณปากแม่น้ำซุงคารีทางแมนจูเรียเหนือ เผ่าโกคูรยออยู่ระหว่างแม่น้ำพมาก และแม่น้ำอัมนก เผ่าโอกจออยู่บริเวณมณฑลฮัมกยอง เผ่าทงเยอยู่บริเวณมณฑลคังวอน และเผ่าสามฮั่นคือ มาฮั่น ชินฮั่น และพยอนฮั่น ที่อยู่บริเวณแม่น้ำฮั่นและแม่น้ำนักดง ทางภาคใต้ของคาบสมุทรเกาหลี

กษัตริย์ในตำนาน
ตำนานที่เป็นที่แพร่หลายในประเทศเกาหลีเล่าถึงกำเนิดของชนชาติตนว่า เจ้าชายฮวางวุง โอรสของเทพสูงสุดบนสวรรค์ลงมาสร้างเมืองที่ภูเขาแตแบกซาน ได้แต่งงานกับหญิงที่มีกำเนิดจากหมี มีโอรสชื่อตันกุน ต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรโชซอนโบราณ เมื่อ 1790 ปีก่อนพุทธศักราช
ดินแดนคาบสมุทรเกาหลีตกเป็นเมืองขึ้นจีนเมื่อ พ.ศ. 434 เมื่อจักรพรรดิหวู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น ยกทัพเข้ายึดครองดินแดนของอาณาจักรโชซอนโบราณ และแบ่งเกาหลีเป็น 4 มณฑล คือ มณฑลนังนัง ชินบอน อิมดุน และฮยอนโท อย่างไรก็ตาม จีนปกครองมณฑลนังนังอย่างจริงจังเพียงมณฑลเดียว มณฑลอื่นๆจึงค่อยๆแยกตัวเป็นเอกราช จน พ.ศ. 856 ชนเผ่าโกคูรยอเข้ายึดครองมณฑลนังนัง ขับไล่จีนออกไปได้สำเร็จ การตกเป็นเมืองขึ้นของจีนทำให้เกาหลีได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากจีนมาก เช่นตัวอักษรและศาสนา (พุทธและขงจื้อ)

ยุคสามก๊ก
เมื่อเป็นเอกราชจากจีน ดินแดนเกาหลีในขณะนั้นแบ่งเป็น 3 อาณาจักรด้วยกันคือ
อาณาจักรโกคูรยอทางภาคเหนือ เผ่าโกคูรยอเริ่มเข้มแข็งมากขึ้นเมื่อราชวงศ์ฮั่นของจีนล่มสลาย และสามารถขยายอำนาจเข้ายึดครองมณฑลนังนังจากจีนได้เมื่อ พ.ศ. 856
อาณาจักรแพกเจ ชนเผ่าแพกเจซึ่งเป็นเผ่าย่อยของเผ่าพูยอที่อพยพลงใต้ เข้ายึดครองอาณาจักรอื่นรวมทั้งอาณาจักรเดิมของเผ่าฮั่น ตังเป็นอาณาจักรเมื่อ พ.ศ. 777
อาณาจักรชิลลา อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พัฒนาขึ้นจากเผ่าซาโร แต่อาณาจักรนี้ไม่เข้มแข็งมากนักในช่วงแรก ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับอาณาจักรโกคูรยอตลอดจนกระทั่งหลังสงครามระหว่างอาณาจักรโกคูรยอกับแพกเจ อาณาจักรชิลลาจึงเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ จนสามารถยึดครองลุ่มแม่น้ำฮั่นและลุ่มแม่น้ำนักดงจากอาณาจักรแพกเจได้

ยุคอาณาจักรเอกภาพ "อาณาจักรชิลลา"
เมื่ออาณาจักรชิลลาเข้มแข็งขึ้น อาณาจักรแพกเจจึงหันไปผูกมิตรกับอาณาจักรโกคูรยอ ส่วนอาณาจักรชิลลาหันไปผูกมิตรกับราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถังของจีน กองกำลังผสมระหวางจีนและชิลลายึดครองอาณาจักรแพกเจได้เมื่อ พ.ศ. 1203 และยึดครองอาณาจักรโคกูรยอได้ในพ.ศ. 1211 โดยจีนเข้ามาปกครองอาณาจักโคกูรยอในช่วงแรก ต่อมาอาณาจักรชิลลากับราชวงศ์ถังเกิดขัดแย้งกัน อาณาจักรชิลลาจึงเข้ายึดอาณาจักรโคกูรยอจากจีนและเข้าปกครองคาบสมุทรเกาหลีอย่างเด็ดขาดเมื่อ พ.ศ. 1278
อาณาจักรชิลลาเจริญสูงสุดในยุคกษัตริย์คยองตอก หลังจากนั้นได้เสื่อมลงโดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในหมู่เชื้อพระวงศ์และเกิดการปฏิวัติบ่อยครั้ง กลุ่มชาวนาและกลุ่มอำนาจท้องถิ่นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ได้รวมกำลังกันต่อต้านอำนาจรัฐ วังกอน ผู้นำกลุ่มต่อต้านคนหนึ่ง เข้ายึดอำนาจและสถาปนาราชวงศ์โคเรียขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1478

ยุคอาณาจักรโครยอ
วังฮูมาสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แทโจแห่งราชวงศ์โคเรียวเมื่อ พ.ศ. 1486 อาณาจักรนี้เจริญสูงสุดในสมัยกษัตริย์มุนจง ยุคนี้เป็นยุคที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา มีการทำสงครามกับพวกญี่ปุ่นและมองโกล ถูกจีนควบคุมในสมัยราชวงศ์หยวน จนเมื่ออำนาจของราชวงศ์หยวนอ่อนแอลง อาณาจักรโคเรียต้องพบกับปัญหาโจรสลัดญี่ปุ่นและการรุกรานของราชวงศ์หมิง ในที่สุดทำให้ฝ่ายทหารมีอำนาจมากขึ้นจนนำไปสู่การยึดอำนาจของนายพล อีซองกเย และสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1935

ยุคราชวงศ์โชซอน
นายพล ลี ซองเกสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แทโจแห่งราชวงศ์โชซอน ในสมัยนี้ส่งเสริมลัทธิขงจื๊อให้เป็นลัทธิประจำชาติและเริ่มลดอิทธิพลของพุทธศาสนา สมัยกษัตริย์เซจงมหาราช ทรงประดิษฐ์อักษรฮันกึลขึ้นใช้แทนอักษรจีน
เกาหลีมีความขัดแย้งกับชาติตะวันตกโดยเฉพาะเรื่องคริสต์ศาสนาและความแตกแยกในหมู่ขุนนางทำให้ราชวงศ์นี้เสื่อมลง จนถูกญี่ปุ่นยึดครองและล้มล้างระบอบกษัตริย์ไปในที่สุด

ยุคอาณานิคมของญี่ปุ่นและสงครามโลก
เมื่อ พ.ศ. 2453 ญี่ปุ่นได้ผนวกเกาหลีเป็นดินแดนของตนตามสนธิสัญญาการรวมญี่ปุ่น-เกาหลี ซึ่งสนธิสัญญานี้เป็นที่ยอมรับของญี่ปุ่นฝ่ายเดียว แต่ไม่เป็นที่ยอมรับในเกาหลี เพราะถือว่าไม่มีการลงนามของกษัตริย์เกาหลี เกาหลีถูกญี่ปุ่นปกครองจนกระทั่งญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488
ในระหว่างการปกครองของญี่ปุ่น มีการสร้างระบบคมนาคมแบบตะวันตก แต่ส่วนใหญ่เพื่อประโยชน์ทางการค้าของญี่ปุ่นมากกว่าประโยชน์ของชาวเกาหลี ญี่ปุ่นล้มล้างราชวงศ์โชซอน ทำลายพระราชวัง ปรับปรุงระบบภาษี ให้ส่งข้าวจากเกาหลีไปญี่ปุ่น ทำให้เกิดความอดอยากในเกาหลี มีการใช้แรงงานทาสในการสร้างถนนและทำเหมืองแร่
หลังการสวรรคตของกษัตริย์โกจง (Gojong) เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2461 ด้วยยาพิษ ทำให้เกิดการเรียกร้องเอกราชทั่วประเทศ เมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2461ผลจากการลุกฮือขึ้นเรียกร้องเอกราชทำให้ชาวเกาหลีราว 7,000 คนถูกฆ่าโดยทหารและตำรวจญี่ปุ่น ชาวคริสต์เกาหลีจำนวนมากถูกฆ่าหรือเผาในโบสถ์ระหว่างการเรียกร้องเอกราชมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลของเกาหลีที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หลังจากการเคลื่อนไหว 1 มีนาคม เพื่อต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น
การลุกฮือขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นยังงมีอยู่ต่อไป เช่น การลุกฮือของนักศึกษาทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2472 จนนำไปสู่การประกาศกฏอัยการศึกเมื่อ พ.ศ. 2474 หลังจากเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2480 ญี่ปุ่นพยายามลบล้างความเป็นชาติของเกาหลี การสอนประวัติศาสตร์และภาษาเกาหลีในโรงเรียนถูกห้าม การแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เป็นเกาหลีถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ชาวเกาหลีถูกบังคับให้มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น[1] สิ่งของมีค่าถุกนำออกจากเกาหลีไปยังญี่ปุ่น.[2] หนังสือพิมพ์ถูกห้ามตีพิมพ์ด้วยภาษาเกาหลี หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกเผาทำลาย
ชาวเกาหลีจำนวนมากอพยพออกจากเกาหลีไปสู่แมนจูเรียและรัสเซีย ชาวเกาหลีในแมนจูเรียจัดตั้งขบวนการกู้เอกราชชื่อ “ดุงนิปกุน” (Dungnipgun) ขบวนการนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ทำสงครามกองโจรกับกองทัพญี่ปุ่น กองทัพเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกองทัพปลดปล่อยเกาหลี เมื่อราว พ.ศ. 2483 เคลื่อนไหวในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวเกาหลีกว่าหมื่นคนเข้าร่วมในกองทัพปลดปล่อยประชาชนและกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเกาหลีถูกบังคับให้ร่วมมือกับญี่ปุ่น ชายชาวเกาหลีถูกเกณฑ์เข้าร่วมในกองทัพญี่ปุ่น ผู้หญิงจากจีนและเกาหลีราว 200,000 คน ถูกส่งตัวไปเป็นนางบำเรอของทหารญี่ปุ่น

การแบ่งแยกประเทศ
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แนวโน้มของการแบ่งประเทศเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อ 8 กันยายน พ.ศ. 2488 เมื่อสหรัฐเข้าควบคุมภาคใต้ของคาบสมุทรเกาหลี และโซเวียตเข้าควบคุมภาคเหนือ โดยใช้เส้นขนานที่ 38 องศาเป็นเส้นแบ่ง รัฐบาลชั่วคราวถูกยกเลิกเพราะสหรัฐเห็นว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ในครั้งแรกการแบ่งแยกนี้เป็นการชั่วคราว และจะให้เอกราชแก่เกาหลีเมื่อสี่ชาติมหาอำนาจคือ สหรัฐ สหภาพโซเวียต อังกฤษ และจีน จัดการปกครองในเกาหลีสำเร็จ
ในการประชุมไคโรเมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 กำหนดให้เกาหลีเป็นชาติอิสระ และการประชุมล่าสุดที่ยัลตาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ตกลงให้เกาหลีเป็นรัฐในอารักขาของชาติมหาอำนาจสี่ชาติ ต่อมา 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 โซเวียตยกทัพจากไซบีเรียเข้าสู่เกาหลีโดยไม่มีการต่อต้าน ญี่ปุ่นยอมแพ้เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2488 มีการประชุมที่มอสโกเพื่อตกลงเกี่ยวกับอนาคตของเกาหลี โดยกำหนดให้เป็นรัฐในอารักขา 5 ปี และรวมส่วนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐและโซเวียตเข้าด้วยกัน มีการประชุมกันอีกครั้งที่กรุงโซลแต่องค์การตั้งประเทศใหม่ยังไม่ลุล่วง เดือนกันยายน พ.ศ. 2490 สหรัฐส่งปัญหาเกาหลีเข้าสู่สหประชาชาติเพื่อให้เกาหลีเป็นรัฐเดียวที่มีเอกภาพ แต่ผลจากสงครามเย็นทำให้สหรัฐวางแผนคุ้มกันเกาหลีเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้เกิดการแยกประเทศเมื่อ พ.ศ. 2491 เกิดเป็นสองประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครองต่างกัน สหประชาชาติยอมรับสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็นตัวแทนเกาหลีในสหประชาชาติเพียงรัฐเดียวเมื่อ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2491 สงครามเกาหลีระเบิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2493 เมื่อเกาหลีเหนือยกทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 องศาบุกเข้าโจมตีเกาหลีใต้ เป็นการยุติความพยายามในขณะนั้นที่จะรวมประเทศทั้งสองอย่างสันติ สงครามดำเนินไปจนมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2496

ความพยายามรวมประเทศหลังสงคราม
เกาหลีใต้มีความพยายามที่จะรวมประเทศอย่างสันติตั้งแต่ พ.ศ. 2513 โดยเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเจรจาระหว่างสภากาชาดฝ่ายใต้และเหนือ เพื่อให้ครอบครัวที่พลัดพรากระหว่างสงครามได้พบหน้ากัน มีการออกแถลงการณ์ระหว่างสองประเทศเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 เพื่อยติการกล่าวร้ายระหว่างกัน แต่การเจรจาเพื่อรวมประเทศไม่ราบรื่น ที่ประสบผลมีเพียงการอนุญาตให้ชาวเกาหลีทั้งสองประเทศข้ามเขตปลอดทหารไปมาหาสู่กันได้ในช่วง 20-23 กันยายน พ.ศ. 2528 และการเจรจาเกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2531 ที่กรุงโซล เท่านั้น การเจรจาเรื่องอื่นๆหยุดชะงักลงหลังพ.ศ. 2529 เนื่องจากเกาหลีเหนือไม่พอใจเกี่ยวกับการซ้อมรบระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการขัดแย้งกับการรวมชาติ เกาหลีใต้พยายามประนีประนอมกับเกาหลีเหนือเพื่อการเจรจาจนมีการประชุมระดับผู้นำครั้งแรกเมื่อ 4 กันยายน พ.ศ. 2533 จากนั้นมีการประชุมต่อมาอีกหลายครั้ง อย่างไรก็ตามการรวมชาติเกาหลียังเป็นสิ่งที่ต้องรอคอยต่อไปจนกระทั่งปัจจุบัน

ข้อมูลจากเว็บวิกิพีเดีย